calendar

เรื่องราวของชีวิต
กินเปลือก...
ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง
ครบรอบ 4 ปี
เห่อ...
@รายาบุรี รีสอร์ท เขื่อนศรีนครินทร์
กลับมา แบบหงอยๆหน่อย
ความจริง ความเชื่อ
ปลาใหญ่ กิน ปลาเล็ก...
เวิ่นเว้อ หาสาระไม่มี
Something about Japan and Thailand
เรื่องของคนดี
ครอบรอบ 3 ปี
วันแปลกๆ
สวัสดีปีใหม่
นิยายก้นครัว ตอนที่1 อะไรคือการเรียนรู้
นวตกรรมการบริหารแบบ VALVE
เสียเจ้า
งานใหม่
สุขาอยู่หนใด?
คนสำคัญ...
กิจการส่วนตัวคือโอกาส?
งานแต่งงานกับพิธีลอดซุ้มกระบี่
ต่อสู้
ตั้งต้นใหม่กับการเขียน
น้องแมวหายอีกแล้ว
บุญ Fast Food
ปรมาณนี้รึเปล่า
ไม่เคยจำบทเรียนนะคนไทย
เรื่องของ Opportunity



Something about Japan and Thailand

หลังจากที่พยายามกลับมาเขียน

แต่ทำไม่ได้

ตอนนี้ขอกลับมาพยายามอีกรอบ (555)

ถ้าไม่เลิกล้ม มันก็คงกลับมาเขียนได้อีกแน่ๆ สักวัน

ตอนนี้ช่วงเวลาของชีวิตใหม่ๆ เริ่มเข้าที่เข้าทาง

แม้ว่ายังมีหนี้มีสิน แต่เงินเอาไปจ่ายเยอะขึ้น

ก็ทำให้มองเห็นทางออกเร็วขึ้น

แม้จะมืดมนอยู่นิดๆ

 

เราทำงานในตำแหน่งที่ดีขึ้น

อะไรๆ ดีขึ้น แค่ยังไม่มั่นคงเท่าไหร่

ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำจะอยู่นานแค่ไหน

แต่ก็ยังหวังว่ามันจะนาน (ฮา)

 

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนคือการได้ออกไปพบอะไรหลายๆอย่าง

ไปญี่ปุ่นรอบนี้ ถือว่าได้รู้อะไรขึ้นมาเยอะ

โดยเฉพาะคำของคนญ๊่ปุ่นคนหนึ่งที่เล่าให้เราฟัง

เขาเล่าว่า จริงๆแล้ว ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศยากจน

ถามว่ายากจนยังไง เขาบอกว่า อย่าลืมนะว่าเขาเองเป็นประเทศเกาะ

มีพื้นที่เพาะปลูกน้อย ทรัพยากรจริงๆ ก็แทบไม่มีอะไรเลย

ถ้าจะว่ามีดีหน่อย ก็คือทะเลรอบๆ มีปลาเยอะ

นอกนั้นก็ลำบากทุกอย่าง ดินเค็มเพาะปลูกยาก ฤดูหนาวยาวนาน

น้ำมันเอย ก๊าซเอย ต้องซื้อเขามาทั้งหมด

ญี่ปุ่นไม่ได้มีทรัพยากรอะไรจริงๆจังๆเลย

 

ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพยายามเต็มที่เพื่อให้มี

พยายามใช้พื้นดินที่ปลูกได้น้อยนิดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

พยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสัตว์เลี้ยงผักและผลไม้

ต้องมีความอดทน อดกลั้น กับสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน

หิมะ ภูเขาไฟ

หาทางทำยังไงให้ปลูกพืชได้แม้ในฤดูหนาว

เขาใช้โดมปรับอุณหภูมิ นำหินภูเขาไฟไปวางภายใน

เขาต่อพันธุ์แตงกว่าที่อร่อยแต่อ่อนแอ เข้ากับรากของฟักทอง

ทำให้สามารถปลูกได้ผลดีขึ้นและมากขึ้น

 

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความลำบาก ความพยายามจากความลำบาก

ทำให้เกิดคนญ๊่ปุ่นที่ต้องคิด ค้องหาทุกวิถีทาง

พึ่งตัวเองให้มากที่สุด ช่วยตัวเองให้มากที่สุด

 

เดินทางไปในที่ต่างๆ ที่เป็นสวนเกษตร ในจังหวัดคานาซาว่า

สิ่งที่ผมเห็น คือระบบการขนส่ง

แน่นอนว่า ที่คานาซาว่า ไม่ได้ใช้รถไฟความเร็วสูงในการขนผัก (ฮา)

ไม่ได้ประชดนายกนะครับ เพราะจริงๆเราก็ไม่รู้หรอกว่า ญี่ปุ่นใช้รถไฟขนผักรึเปล่า

แต่ที่คานาซาว่า เขามีโกดังเก็บผัก และมีระบบขนส่งด้วยรถที่ดีมากๆครับ

โกดังปรับอุณหภูมิเพื่อให้ผักมีความสดกรอบ รถที่ขนก็ไม่ใช่กะบะอัดๆเข้าไป

ต้องยอมรับว่า ที่นายกพูดมาก็ถูกต้อง

ผักบ้านเราเสียหายหนักมากครับ ปีๆนึง เสียหายหลายแสนล้านเลยทีเดียว

รถไฟจะช่วยได้รึเปล่า ผมบอกไม่ได้หรอก แต่ที่แน่ๆ การทำอะไรให้การขนผักดีขึ้น

ถือว่าสำคัญครับ และสำคัญมากๆด้วย

เพราะที่เห็นมากับตาตัวเอง ระบบขนส่ง คือหัวใจสำคัญข้อหนึ่งในการพัฒนาประเทศ

ทำให้กระจายความเจริญออกไปยังพื้นทีห่่างไกล

และสามารถสร้างรายได้เพิ่มได้จริงๆ ในญี่ปุ่น

 

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือการเปลี่ยนแปลงของคนญี่ปุ่น

ผมไม่ได้ไปญ๊่ปุ่นมาเจ็ดปีได้ กลับไปคราวนี้สิ่งที่เห็นชัดเจนถึงการเปลี่ยนไป

คือการยอมรับประเทศอื่นมากขึ้น ยอมเรียนรู้สิ่งที่มาจากต่างประเทศเพื่อเอาตัวรอด

คนญี่ปุ่นเมื่อก่อนที่พบเมื่อไปญี่ปุ่น แทบจะไม่อยากพูดกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ

บางทีเหมือนจะต้อนรับดี แต่เขาก็อึดอัดใจ

แต่ที่เราได้พบในรอบนี้ต่างกันไปมาก

คนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษ คุยกับเราได้อย่างคล่องแคล่ว

ไม่เฉพาะนักธุรกิจ ยามของสถานที่ท่องเที่ยวก็สามารถพูดอังกฤษได้ดี

แม้แต่เรื่องของเมืองไทย เขายังรู้ บอกกับเราว่า เมืองไทยมี 3 ฤดู

คือ เวรี่ฮอต ฮอตเทอร์ และ ฮอตเทสท์

ซึ่งยากมากที่จะหาสิ่งเหล่านี้เมื่อเจ็ดปีก่อน

 

ญี่ปุ่นเริ่มตระหนักถึงปัญหาทางเศรฐกิจที่เกิดขึ้นมาช้านาน

การพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ ไม่เพียงพอ

พวกเขาจำเป็นต้องขยายตลาดสินค้าอื่นๆ นอกเหนือจากที่เคยมีให้มากขึ้น

ต้องการนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับตัวด้วยการยอมรับสภาพตัวเอง

และรู้่ว่าตัวเองต้องทำอะไร คือสิ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี

และน่าจะทำให้ญี่ปุ่นกลับมาเข็มแข็งขึ้นได้อีกในอนาคต

เพราะเดิมที่ญี่ปุ่นประสพความสำเร็จในหลายๆด้าน

และความมั่นใจในจุดแข็งเหล่านั้น ทำให้คนญี่ปุ่นยึดติด

ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ แนวทางที่ตนสร้างไว้

ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตามตลาดโลก

ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา คู่แข่งเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา

อย่างเช่นเกาหลีใต้ และนั่นทำให้ญี่ปุ่นเริ่มตระหนักและต้องกลับมามองตัวเองให้ดีอีกครั้ง

 

แต่จุดแข็งเดิมก็มีความหมายมากกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ญี่ปุ่นมีสำนึกต่อสังคมโดยรวมสูงมาก

จากที่ได้ไปสัมภาษณ์แชมเปี้ยนราเม็งคุณโคะจิทาชิโระ

เขาได้กล่าวว่า เขาอยากเปิดร้านราเม็งในต่างประเทศ

เขาทำมาแล้วที่ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร

และกำลังมาทำที่ไทย โดยหวังว่าจะทำให้เกิดวัฒนธรรมราเม็งได้ในไทย

เหตุผลนอกเหนือจากความต้องการนำเสนอราเม็งในแบบฉบับของเขา

ให้คนทั่วโลกได้รับรู้แล้ว

ยังมีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับประเทศเขาเอง นั่นคือการที่สามารถเปิดร้านในประเทศอื่นๆได้สำเร็จ

ก็เท่ากับเขาสามารถหาเงินนำรายได้เข้าไปในประเทศญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น

เป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจให้ญี่ปุ่นอีกทางหนึ่ง

แม้ว่าผมเองจะปรามาสว่ายากหน่อยนะ เรื่องจะให้เกิดวัฒนธรรมราเม็งในไทย 

แต่ก็นับถือเขาเรื่องที่เขาฝันและพยายาม รวมถึงการช่วยเหลือประเทศ

สิ่งเหล่านี้พี่วุฒิเคยเล่าให้ผมฟังมาแล้ว ตอนเกิดซึนามิและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่ว

นั่นคือการช่วยกันประหยัดไฟ

ไม่เฉพาะหน่วยราชการ แต่เอกชนก็ร่วมมือเต็มที่

ตึกทำงานใหญ่ๆ ปิดแอร์ทั้งหมด

ทางเดินต่างๆ ใช้ไฟดวงเว้นดวง

ร้านค้าดับไฟในร้าน

พวกเขาร่วมมือกันเต็มที่

 

ในขณะที่บ้านเราที่เห็นกับตาตัวเอง คือเรื่องประหยัดไฟ เดือนเมษายน

จากการประกาศของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬา

เรื่องการประหยัดไฟ และงดใช้ห้องแอร์ใต้ตึก 3

มีนักศึกษาออกมาโวยวาย ว่าใต้ตึก 50 ปี มันร้อน

แถมประชดประชันว่าถ้าจะประหยัดจริง อาจารย์ก็น่าจะปิดแอร์ในตึกทำงาน

 

ผมไม่เถียงว่า ถ้าให้เด็กลำบาก อาจารย์ก็ควรจะลำบากด้วยกัน

แต่นี่คือนิสัยคนไทย ไม่ยอมเสียเปรียบคนอื่น

ชอบได้เปรียบ แต่ไม่ชอบเสียเปรียบ

(เรื่องรถคันแรกถึงได้เป็นเรื่อง เกิดอาการไม่จำเป็นแต่อยากซื้อ เพราะกลัวเสียสิทธิ์)

ยอมเสียสละก่อนไม่เป็น ยอมเสียสละเองไม่ได้

ถ้ามีคนที่ยังไม่ยอมเสียสละ ตัวเองก็จะไม่ยอมเช่นกัน

ทำไมต้องเป็นแบบนั้น

ถ้าเขาไม่ทำ ก็ช่างเขาสิ

เราทำ เราพอใจ เราภูมิใจ ที่ได้ช่วยเหลือสังคม ส่วนรวม

ถ้าจะมีอาจารย์ที่เสียสละ ก็ดีกับตัวเขา กับส่วนร่วม

ส่วนอาจารย์ที่กลัวร้อน ก็ปล่อยแกไป

ความดีที่สะสมมา จะพังเพราะแอร์ ก็ให้แกรับไป

อย่าไปด่าใคร มึงไม่ยอมลงมาร้อนกับกู กูก็ไม่ยอม

แบบนี้ไม่ไหว ประเทศมันจะล่มก็เพราะพวกนี้แหละ

ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัท ผมก็ไม่เอาพวกนี้มาทำงานด้วยแน่ๆ

จริงๆ ก็จำๆหน้าไว้บ้างละ พวกที่ไปบ่น แต่คงไม่มีบุญได้จ้างพวกมันหรอก

5555

 

ชักจะยาวเลอะเทอะ จบดีกว่า

พรุ่งนี้ไปกินราเม็งแล้วจะมาเล่านะครับ

วันนี้ไปมาสองร้าน - - ไปทุกวัน เห้ออออ

หลับฝันดีนะครับ ^ ^

Something about Japan and Thailand

ภาพตอนไปดูสวนแตงที่คานาซาว่า

Something about Japan and Thailand

การทาบกิ่งแตงกวา กับฟักทอง ไม่ได้สนใจจะได้ฟักทอง แต่ต้องการให้แตงกว่าแข็งแรง

Something about Japan and Thailand

 จำชื่อผักไม่ได้ แต่เป็นผักที่ปลูกในฤดูร้อน ต้องพยายามปลูกในฤดูหนาวให้ได้ผล จึงต้องมีโดมเพื่อปรับอุณหภูมิ

     Share

<< เรื่องของคนดีเวิ่นเว้อ หาสาระไม่มี >>

Posted on Tue 2 Apr 2013 22:00
 

Comments

 
 
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh