calendar

เวิ่นเว้อ หาสาระไม่มี
Something about Japan and Thailand
เรื่องของคนดี
ครอบรอบ 3 ปี
วันแปลกๆ
สวัสดีปีใหม่
นิยายก้นครัว ตอนที่1 อะไรคือการเรียนรู้
นวตกรรมการบริหารแบบ VALVE
เสียเจ้า
งานใหม่
สุขาอยู่หนใด?
คนสำคัญ...
กิจการส่วนตัวคือโอกาส?
งานแต่งงานกับพิธีลอดซุ้มกระบี่
ต่อสู้
ตั้งต้นใหม่กับการเขียน
น้องแมวหายอีกแล้ว
บุญ Fast Food
ปรมาณนี้รึเปล่า
ไม่เคยจำบทเรียนนะคนไทย
เรื่องของ Opportunity
ให้รักยืนยง
ครบรอบปีที่ 2 ของความรัก
สวัสดีปีใหม่ 2012
AWAY BOYZ - (We Love You) Arsene Wenger
น้องแมวท้องเสีย
อะไรที่ไม่เหมือนเดิม
ขอให้ดีๆเนาะ
Drama...
ว่าความรักของเรายังคงเหมือนเดิม ใช่รึเปล่า..
ตู้ปลา แปลงผัก แปรงสีฟัน
ลมหนาวกับเฒ่าทารก
ครบรอบ 1 ปี
งานช้างที่บ้าน
เมอรี่คริสต์มาส ในตอนซ่อมแซมบ้าน
เว้นว่างในบางวัน
ขายของด้วยความเหมือน
"แตกต่าง" ไม่ใช่ "ตบแต่ง"
วิธีการที่ดี ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป



ไม่เคยจำบทเรียนนะคนไทย

 

จริงๆวันนี้ยังไม่ได้คิดอะไรไว้

มาเปิดเฟสบุ๊คแล้วเจอเรื่องให้เสียอารมณ์จนได้

นั่นก็คือเรื่อง “ความรู้” เกี่ยวกับน้ำท่วมนี่ล่ะครับ

เห็นความเห็นบางคนแล้วมันรู้สึกแย่จริงๆ

ที่ผ่านมาไม่เคยจดจำ ไม่เคยเป็นบทเรียน

ไม่มีอะไรให้ศึกษาเป็นความรู้เข้าไปในหัวกันบ้างหรือไง

 

เวลาอ่านข้อมูล สัมภาษณ์สื่อต่างๆ ของนักวิชาการบ้างอะไรบ้าง

มันมีข้อมูลเยอะนะครับ ที่จะทำให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้สงสัยอะไร ก็ยังศึกษาหาข้อมูลได้ง่าย

อินเทอร์เน็ตช่วยคุณได้ แต่ต้องกรองข้อมูลสักหน่อย

คุณก็จะได้ข้อมูลดีๆ ความรู้ดีๆกลับไป

แต่นี่เหมือนว่าเรื่องน้ำท่วมที่พึ่งผ่านไปแค่สองเดือนกับอีกเล็กน้อย

มันกลายเป็นเรื่องที่คนไทยจำไม่ได้อีกแล้ว

 

ความเห็นอะไรนั่นหรือครับ

ก็ความเห็นที่ว่า “ให้น้ำผ่านกรุงเทพไป” นั่นแหละครับ

หลายคนที่คิดแบบนั้น อาจจะมองว่า ทำไมผมเห็นแก่ตัววะ

หรือทำไมต้องไม่ให้น้ำผ่านกรุงเทพมันมีอะไร

หลายคนที่รู้เรื่องตามข้อมูล ฟังความเห็น (ดีๆ) ของนักวิชาการหลายๆคน

จะเข้าใจได้ว่าอะไรทำให้เราต้องปกป้อง หรือถ้าพูดตามตรงไม่อยากใช้คำว่าปกป้อง

ต้องใช้คำว่า ทำให้ปัญหามันคลี่คลายง่ายขึ้นและจบเร็วขึ้น

มันก็คงไม่ใช่ว่าไม่ผ่านกรุงเทพเลย

แต่ว่า การผ่านกรุงเทพ แล้วจะเร็วขึ้นจริงหรือ?

ผมเชื่อว่าหลายคนยังมีความคิดแบบนี้ ว่า ทำไมไม่ปล่อยให้น้ำไหลผ่านกรุงเทพไปลงทะเลเร็วๆ

ที่เห็นโพสท์เมื่อวานก็ประมาณนี้แหละครับ

คำตอบก็คือ ถ้ามันเข้ามาแล้วผ่านไปเร็ว ก็ดีน่ะสิครับ!

 

ทุกคนมองภาพของกรุงเทพกันอย่างไรบ้าง หลายคนมองว่า

กรุงเทพ เป็นที่ลาดเท รึเปล่า ลาดต่ำแล้วเทลงโดยจุดต่ำสุดคือทางออกไปยังสมุทรปราการหรือสมุทรสาครอีกฝั่ง

คำตอบคือ “ไม่ใช่” นะครับ

พื้นที่กรุงเทพมหานครของเรา มีลักษณะเป็น “แอ่งกะทะ” ครับ แม้ว่าพื้นที่สมุทรปราการและสมุทรสาคร

จะต่ำกว่าในบางส่วน

ดูภาพประกอบนะครับ

 ไม่เคยจำบทเรียนนะคนไทย

เราจะเห็นว่า กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ พื้นที่สีเขียวรอบๆ นั้นคือพื้นที่ที่สูงกว่าสีฟ้าอ่อนและสีฟ้าเข้ม

เมื่อน้ำเข้ามา มันจะมีบางส่วนสามารถไหลออกไปได้ แต่บางส่วนจะถูกขังตามแอ่งกะทะที่มีอยู่หลายจุดในกรุงเทพ

โดยเฉพาะจุดที่ต่ำมากอย่างเช่นบริเวณเขต “ปทุมวัน” “สุขุมวิท” “รามคำแหง” ที่ต่ำกว่าที่อื่นมาก

คำถามก็คือแล้วมันจะท่วมเยอะไหมแล้วขังนานแค่ไหน

ผมอยากอธิบายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อน้ำท่วมปีที่ผ่านมาครับ

หลายคนคงยังจำได้ว่าในปีที่ผ่านมา มีน้ำทะลักเข้ามาในกรุงเทพ

เริ่มต้นจากประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์แตก แล้วน้ำทะลักเข้ามาทางบริเวณกรุงเทพฝั่งตะวันออกทางตอนเหนือ

ท่วมบริเวณเขตรังสิต ดอนเมือง แล้วเข้ามาทางหลักสี่

หลายคนบอกว่ามันจะมาเร็ว

แต่พอน้ำมาถึงบริเวณเขตบางเขต ผ่านไปเกือบสองอาทิตย์ น้ำถึงจะมาถึงลาดพร้าว

ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะใครทำอะไร แต่เป็นเพราะสภาพพื้นที่ ซึ่งเขตบางเขนนั้นเป็นที่ชัน

ลาดพร้าวต่ำกว่าก็จริง แต่ว่าน้ำที่ไหลมาจากหลักสี่เข้ามาบางเขนนั้น ไหลข้ามมาได้ช้าเนื่องจากบางเขนสูงกว่า

น้ำก็เลยเริ่มเอ่อสูงขึ้น และเพิ่มมากขึ้นกว่าจะไหลผ่านแยกบางเขนได้ก็นาน

ส่วนนึงก็เพราะพอน้ำไหลไม่ได้ ก็ขยายออกด้านข้าง แทนที่จะไปยังลาดพร้าวที่เป็นเขตถัดไป

น้ำก็ไหลออกไปสองข้างทางไปยังเขตจตุจักร กับเขตคันนายาว แทน

ตรงนี้คือจุดแรกนะครับ ที่จะชี้ให้เห็นว่า น้ำที่เข้ามาในกรุงเทพ

ไม่ได้ไหลไปเร็วได้อย่างที่คิดครับ มันจะไหลเข้ามาแล้วติดค้างตามจุดต่างๆ ที่เป็นที่ลุ่มต่ำ

โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพนั้นมีถนนซ้อนทับไปมาหลายชั้น น้ำที่ไหลมาจะติดความสูงของถนน

และท่วมบ้านเรือจำนวนมาก

ที่สำคัญคือ มันเอาออกไม่ได้ครับ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ในตอนท้าย

ที่เราจะได้ยินข่าวว่า น้ำที่อื่นลดกันไปหมด

แต่น้ำบางที่ยังท่วมอยู่

จำได้ไหมครับที่มีคนไปรื้อบิ๊กแบ็คออก

แต่ปรากฏว่าน้ำลดลงไปไม่มากแค่ 30 เซน

แต่น้ำกลับไปท่วมเพิ่มที่เขตบางเขน และคันนายาว

เหตุผลก็เพราะว่าน้ำที่ไหลมามันก็ไม่มีทางไหลไปต่อ

ปริมาณที่เหลือตอนนั้นก็ไม่มากพอให้ไหลผ่านบางเขนได้

ก็ส่งผลให้บริเวณต่ำกว่าอย่างคันนายาวรับกรรมไป น้ำขึ้นมาเกือบเมตรอีกครั้ง

แถมที่หนักกว่านั้น ถ้าติดตามข่าวตลอดก็จะได้ยินว่า

มีการประท้วงให้นำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้ง

แต่สูบแล้วสูบอีกน้ำก็ไม่ลด

คำตอบก็คือมันจะสูบไปไหนล่ะครับ สูบไปมันก็วนกลับมาที่เดิม

เพราะมันสูบออกไม่ได้

 

มีคนถามเยอะเรื่องทีว่า ทำไมไม่ติดตั้งสูบลงคลองต่างๆ

อยากบอกว่า ต้องดูเส้นทางของคลองให้ดีๆนะครับ

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน มันทำให้เห็นว่าเราขาดความเข้าใจกันอย่างมาก

แล้วติดตามข่าวกันด้วยอารมณ์ ไม่ได้ใช้สติ มองตามเหตุการณ์

ผมจำได้แม่นมาก ตอนที่มีการร้องให้เปิดประตูบานนึงที่ติดแม่น้ำท่าจีน

ซึ่งตอนที่ข่าวเขาไปถ่าย เราจะเห็นชัดเจนว่าขณะนั้น น้ำกำลังขึ้น

เป็นช่วงน้ำทะเลหนุน

มองเห็นได้เลยว่า น้ำในคลองด้านใน มีระดับที่ “ต่ำกว่า” ระดับน้ำของแม่น้ำท่าจีน

ชัดเจนไหมครับ น้ำในคลองต่ำกว่า

แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกร้องอย่างรุนแรงให้เปิดประตู

ผลปรากฏว่าเมื่อเปิดประตูแล้ว น้ำในแม่น้ำท่าจีน ทะลักเข้ามาในคลองเป็นจำนวนมาก

ทำให้น้ำในคลองที่ควรจะไหลออกไปด้วยสูบน้ำ ย้อนกลับมาหาชาวบ้านอีกครั้ง

ชาวบ้านที่เห็นก็รีบร้องให้ปิดลงเหมือนเดิม

คำถามในใจผมก็คือ ทำไมไม่รู้ เห็นๆอยู่ว่าน้ำในแม่น้ำสูงกว่า

มันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องเป็นนักวิชาการ เป็นผู้รู้อะไร

น้ำสูงกว่า ต้องไหลลงมาที่มีน้ำต่ำกว่า มันเรื่องพื้นฐาน

แต่เพราะอารมณ์ ทำให้คนเราขาด “สติ”

มาดูทางตะวันออกกันบ้าง ที่มีคนสงสัยว่าทำไมมันสูบไม่ออก

เหตุผลสำคัญคือ เพราะมันสูบน้ำให้ “ไหลย้อนทาง” อยู่ไงครับ

เดิมทีน้ำต้องไหลไปตามทาง เพื่อลงเจ้าพระยา

แต่ว่าในขณะนั้น ระดับน้ำในเจ้าพระยาสูงกว่า

ถ้าเราสูบน้ำทิ้งออกไป มันก็จะไหลย้อนแล้ววนกลับมาท่วมเหมือนเดิม

ตอนนั้นคนที่อยู่รังสิต ตามคลองต่างๆ ก็ทำอะไรไม่ได้

น้ำไหลลงมาก็ไม่ผ่าน ไม่เพราะบิ๊กแบ็คเพราะรื้อไปแล้ว แต่เพราะความสูงของเขตบางเขนเอง

สูบลงคลองมันก็วนย้อนกลับไปใหม่ ไปท่วมที่เดิม

ทำอะไรไปก็ไม่ได้ ต้องรอจนน้ำทะเลลงก่อน

พอน้ำทะเลลงแล้ว แปปเดียวก็สูบออกหมด

 

ใครที่บอกว่าทำไมน้ำที่กทมสูบเอาออกถึงได้ลงเร็วจัง

ขอบอกให้ชัดๆนะครับ ว่า ถ้าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ลดลง

ท่อยักษ์ ทำอะไรไม่ได้หรอกครับ

สุดท้ายเขาต้องใช้วิธีสูบเอาออก

ท่อยักษ์นัน มีรัศมีในการทำงานที่ 5 กิโลเมตร

และในการรับน้ำหลากนั้นทำความเร็วได้ไม่มากนักผมจำไม่ได้น่าจะ 10 ลบม

ซึ่งในตอนหลังที่ได้สูบจากการจัดซื้อจัดจ้างและบริจาคจำนวนมาก

ถึงจะช่วยให้น้ำไหลลงไปได้ ประกอบกับช่วงน้ำลง

การทำงานจึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทำให้นักวิจารณ์รายนึง ต้องออกมาขอโทษที่ปรามาสคนทำงาน

 

ผมไม่ได้ดูถูกท่อยักษ์นะครับ ความสามารถของมันที่ว่านี่มาจากข้อมูลของกทม

มันได้แค่นั้นก็ต้องได้แค่นั้นตามที่เขาบอกมาครับ

ผมขอสรุปชุดแรกว่า น้ำที่ไหลเข้ากทม

ถ้าท่วม มันไม่ใช่ไหลแล้วมันจะลงทะเลแน่นอนครับ

ยิ่งถ้าน้ำทะเลหนุน ซึ่งจะใช้เวลาหนุนประมาณ 2 สัปดาห์

ถ้าคูคลองต่างๆ ทำงานไม่ได้ เจ้าพระยาหนุนสูง ท่าจีนหนุนสูง

คุณไม่มีทางเอาน้ำออกได้ทันหรอกครับ ค้างอยู่อย่างต่ำๆ ก็ 2 สัปดาห์แน่นอน

แล้วที่หนักกว่านั้นนะครับ คือกรณีที่ 2 ที่กำลังจะกล่าวถึง

 

กรณีที่ 2 ที่ว่านี่ คือสาเหตุหลักๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล ผู้ว่า บอกว่าไม่ให้ท่วม

แต่พระราชดำรัสในปี 2538 ก็ยังระบุว่า ปล่อยให้ท่วมไม่ได้

เราให้ไหลผ่านได้ บางจุด แต่ไม่ใช่ปล่อยให้ท่วม

ดร สุเมธ ก็บอกไว้แบบนี้ครับ โดยเฉพาะในปีนี้ เรื่องฟลัดเวย์ ท่านก็บอกไว้

ว่าไม่ใช่ทำคลองขุดคลองขึ้นมาใหม่ แต่ต้องยอมให้พื้นที่ที่เป็นที่รับน้ำ หรือเป็นทางน้ำผ่าน

ให้ท่วมบ้าง แต่ต้องหาวิธีให้น้ำออกไปอย่างรวดเร็ว

นั่นคือวิธีคิดในตอนนี้

คำถามก็คือว่า ทำไมล่ะ กรุงเทพถึงต้องไม่ท่วม เหตุผลแรกแค่ท่วมแล้วเอาออกยาก ไม่ได้ลาดจริงน่ะนะ

มันก็ไม่ต่างจาก จังหวัดอื่นๆ อยุทธยาก็ทว่มแล้วออกยาก ลพบุรีก็ท่วมนาน

ทำไมปล่อยให้ท่วมได้

คำตอบที่ผมมีให้คือ แล้วคุณจะบริหารจัดการ “คน” ยังไง

ขอยกตัวเลขขำๆ จากกทมนะครับ

ปัจจุบัน คนกรุงเทพมีประชากร “ตามทะเบียนราษฎร์” ที่ 8 ล้านคน

ถ้านับที่ไม่มีในทะเบียนอีก น่าจะประมาณ 16 ล้าน อีก 1 เท่าตัว

คำถามก็คือ คุณจะทำยังไงกับ “ผู้อพยพ” ไม่ต้องเต็มจำนวนหรอกครับ

เอาแค่ 1/4 ก็พอที่ 4 ล้านคน

ถ้าต้องหาที่อยู่ให้คน 4 ล้านคนว่ายากแล้วนะครับ

ลองนึกภาพดูว่า ถ้าไอ้ 4 ล้านคนทีว่าเนี่ยะ มันไม่อพยพ

คุณจะทำยังไง น้ำไฟถูกตัด

หาส้วมให้คน 4 ล้านคนใช้ยังไง

หาอาหาร 3 มือให้คน 4 ล้านคนยังไง

สมมุติว่าหามาได้  แล้วจะเข้าไปแจกยังไงกับคน 4 ล้านคน

คนมันต้องกินข้าวกันทุกวันนะครับ

คุณจะบอกว่า ไม่ใช่หน้าที่คุณ เป็นหน้าที่รัฐบาล

ก็รัฐบาลมันถึงไม่ยอมให้ท่วมไงครับ แต่คุณอยากให้ท่วมนี่นา

คุณก็ช่วยคิดสิครับ ยิ่งถ้าท่วมไปครึ่งนึง

คน 8 ล้านคนจมในน้ำ อาหาร 3 มือ วันนึงคุณต้องทำข้าวกล่อง 24 ล้านกล่อง

คิดเอาเองครับ

ลองนับทหารดูก็ได้นะครับว่าคุณทำข้าวกล่อง 24 ล้านกล่องมาได้

ทหารจะเอาเข้าไปแจกยังไงถึงจะทั่วถึง

ทหารทั้งหมดประเทศมีประมาณ 300000 นาย เทียบอัตราส่วนกันแล้ว

ผมว่าน่าเป็นห่วงครับ ถ้ารัฐบาลมีแนวคิดว่าจะปล่อยให้น้ำท่วมกรุงเทพ

แล้วถ้าให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นที่หลายคนบอกว่า

กรุงเทพปล่อยให้จังหวัดอื่นๆ รับน้ำแทน ยิ่งมีคนบอกว่า มีการทำกำแพงผลักดันน้ำออกไป

คุณเคยเห็นแผนที่ประเทศไทยไหมครับถามจริงๆ

เคยดูไหมว่า สัดส่วน “กรุงเทพมหานคร” กับ จังหวัดอื่นๆ เป็นเท่าไหร่

ผมบอกได้เลยนะครับว่า ถ้าน้ำประมาณ 4000 ล้าน ลบม ลงมาที่กรุงเทพ

แค่ 4000 ล้านพอครับ ไม่ต้องสองหมื่นล้านอย่างที่เห็นในปีที่แล้ว

กรุงเทพจะท่วมโดยเฉลี่ยประมาณ 2 เมตรครับ

นั่นคือเฉลี่ยนะครับ ถ้านับจริงๆ อาจจะสูงกว่าเล็กน้อย เพราะพื้นที่หลายแห่งเป็นตึกไปหมด

แม้จะมีคูคลองแม่น้ำบ้าง แต่พื้นที่ที่เป็นบ้านเรือนหรือตึกขนาดใหญ่มีเยอะกว่ครับ

และที่หนักหนากว่านั้นคือ มันไม่ใช่ 2 เมตรทั้งหมดน่ะสิครับเพราะที่เห็นคือค่าเฉลี่ย

บางที่อาจจะท่วมแค่ 30 – 50 เซน เพราะพื้นที่สูง

บางที่อาจจะแค่เมตรถึงเมตรกว่าๆ

แต่พื้นที่ในเขตปทุมวันอย่าง “สยาม” “ประตูน้ำ” “ราชเทวี” หรือ “สุขุมวิท” “รามคำแหง”

พวกนี้อาจจะสูงตั้งแต่ 4 – 6 เมตร ครับ

 

มันไม่ใช่ว่าชาวบ้านที่อื่นจะต้องซวย

เขาก็ต้องหาทางแก้กันต่อไปในอนาคต

ปีนี้กว่าจะเริ่มทำงานได้ กว่าจะได้ตั้งตัวแก้ไข มีเวลา 5 – 6 เดือน

ถ้ามันหนักหนามาก มันก็ต้องมีจุดที่ต้องยอมรับน้ำและให้น้ำผ่านได้บ้าง

โดยที่ปัญหาและความเดือดร้อนต้องน้อยที่สุด

ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถจัดการปัญหาได้

หาน้ำ หาข้าว หาส้วม หาอะไรอีกหลายอย่าง

ให้คน 8 ล้านคนได้โดยไม่มีความเดือดร้อน

ก็ลองจัดการดูครับ แต่ถ้าทำไม่ได้ แล้วเกิดโกลาหลขึ้น

จะรับผิดชอบยังไงครับ

อย่าทำเท่ปากดี เสียสละ แบบไร้สมอง แล้วด่าคนอื่นเลยครับ

ศึกษาให้รู้ ดูให้แน่ ก่อนจะคิดจะพูดอะไร

อย่าบอกนะครับว่า ให้อพยพออกไปหมด 8 ล้านคนก็จบ

ปีที่ผ่านมาเห็นไหมล่ะครับว่า มันมี “ใครยอมอพยพ” กันบ้าง

อยู่ไม่ได้ แล้วก็ออกมาประท้วงกัน ทั้งๆที่เขาบอกให้ไปตั้งแต่ต้น

ผมเข้าใจความเดือดร้อนและไม่อยากไปไหน แต่ถ้าจะอยู่

ก็ต้องเข้าใจว่าต้องอยู่ยังไง ต้องหาอาหารหาหนทางหาอะไรกินกันยังไง

ถ้ายังเป็นแบบเดิมอีก ผมห่วงประเทศชาติครับ

ยิ่งปี 2558 ผมยังอยากถามเลยว่า มีใครรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยไม่เซิร์จอินเทอร์เน็ตนะครับ

ผมเชื่อว่ามีคนไม่รู้ แล้วก็ต้องถอนใจอีกครั้ง

เห้อ…

     Share

<< เรื่องของ Opportunityปรมาณนี้รึเปล่า >>

Posted on Wed 29 Feb 2012 5:24
 

Comments

<a href="http://aookrqrpg.com">Fidning</a> this post has solved my problem
Joyce   
Tue 18 Oct 2016 10:34 [7]
 

At last, <a href="http://bmblly.com">somnoee</a> comes up with the "right" answer!
Yancy   
Tue 18 Oct 2016 10:32 [6]
 

A wonderful job. Super helpful <a href="http://esdzkqgxmyk.com">inmrnfatioo.</a>
Viney   
Mon 17 Oct 2016 20:46 [5]
 

I found myself nodding my noggin all the way <a href="http://fztlhsisu.com">thrhugo.</a>
Rayann   
Mon 17 Oct 2016 20:44 [4]
 

Now that's sultbe! Great to hear from you.
Gerrie   
Tue 11 Oct 2016 17:14 [3]
 

So much info in so few words. Tolotsy could learn a lot.
Vinnie   
Tue 11 Oct 2016 14:41 [2]
 

You have the monopoly on useful inaarmotion-fren't monopolies illegal? ;)
Madge   
Tue 11 Oct 2016 14:24 [1]
 

 
 
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh