Song Series: บทที่32 กลัว 

 

กลัว

คนเรากลัวอะไร...

ความมืด? ความโดดเดี่ยว? ความตาย?

หากมันไม่มาถึง.. เราคงไม่กลัว

แต่มีสิ่งนึง คนเรากลับกลัว..

ทั้งๆที่มันมาถึง และอยู่กลับเราตลอดเวลา...

 

ผมตื่นมายามเช้าของวันหนึ่งด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง

เหงื่อท่วมตัวราวกับอาบน้ำ

มือทีพาดอยู่บนหน้าผากควานสะเปะสะปะ หาโทรศัพท์มือถือ

สิบเอ็ดโมง..

มือผมตกลงกับพื้น หลับตาสูดลมหายใจ

นิ่งไปสักพักก่อนจะลุกขึ้นมา ในสมองยังมึนๆ

ยกขาลงข้างเตียงนอน ก้มหัวสะบัดไล่ความมึนงงออกไป

 

ผมลุกขึ้นยืน ยืดตัว สูดลมหายใจเข้าในปอด

ทันใดนั้นผมก็สัมผัสกับกลิ่นแปลกๆ

มันเหม็นสาปอะไรบางอย่าง ผมลองสูดหาที่มาของกลิ่นนั้น

แต่สักพักมันก็จางหายไป หรือว่าจมูกของผชินไปก็ไม่แน่

สักพักผมก็เลิกหา เดินมาที่โต๊ะทำงาน

รูป..ของเธอ ผมมองแล้วบอกความรู้สึกไม่ถูก

เครียด... แค้น.. สงสาร.. ห่วง.. วิตก ไม่รู้จะกลั่นกรองอะไรขึ้นมาบอกดี

แต่สุดท้ายผมกลับรู้สึกสงสารเธอ..

ผมยกมือ เอานิ้วชี้ลูบไปที่ใบหน้าของเธอ

ผม.. แก้ม.. คาง..

แล้วก็..

ปาก.. ปากเธอ ทำไม ทำไมถึงมีเลือดซึมออกมา ตาเธอ มองผมอย่างเคียดแค้น

"เฮ้ย ไม่ ไม่!!"

ผมล้มลงไปนั่ง หลับตา

แต่พอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทุกอย่างก็เป็นปกติ

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมรีบหยิบรูปเธอมาใส่ไว้ในเก๊ะ คว่ำลง

กระเป๋าสตางค์ของเธอบนโต๊ะ จากความรู้สึกคิดถึง ห่วง สงสาร

กลายเป็นความกลัวจับจิต

 

ผมรีบหยิบผ้าเช็ดตัว เข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ

เปิดฝักบัวจากเครื่องทำน้ำอุ่น เสียงน้ำตกกระทบพื้นอ่าง

ผมหยิบยาสระผมขึ้นมา ฟอกลงบนหัว

ขยี้ผมแรงๆ ผมรู้สึกว่าอยากจะล้างออกให้เร็วๆ

ไม่อยากที่จะหลับตานาน นาน เพราะ.. เพราะอะไรบางอย่าง

ผมรีบล้างหัวทันที แต่ยังไม่ทันหมด ผมก็ได้ยินเสียง..

เหมือนคนกำลังสีฟัน..

มือผมเย็นเฉียบ.. ผมนิ่ง หายใจลึกๆ นับในใน 1 2 .. 3

เสียงยังไม่หายไป......

ผมกลั้นใจ ลืมตาขึ้นมา

ว่างเปล่า เสียงก็ไม่มี... แปรงสีฟันของเธอ วางอยู่ที่ขอบอ่างล้างหน้า

ผมไม่กล้าหลับตาอีก เดินไปหยิบแปรงของเธอโยนคว่ำใส่ในถ้วยแปรงทิ้ง

แล้วรีบหยิบแปรงของตัวเองมาแปรง อารมณ์ผมเริ่มจะขุ่นมัว

เสียงน้ำที่ผมเปิดทิ้งไว้.. หยุด

ผมนิ่งทันที มองผ่านกระจกไปที่เครื่องทำน้ำอุ่น

ไฟยังติด...

ผมหันหลังกลับไปมอง ฝักบัวมีแค่น้ำซึมๆ

ผมเดินเข้าไปดู ทีแรกก็ไม่เห็นมีอะไร

แต่สักพักผมก็สังเกตุว่ามีเพียงเส้นบางอย่างสีดำๆ

ผม.. ผมเส้นยาวๆ

ผมก้มลงไปดูที่ท่อระบายน้ำ กระจุกผมยาวๆม้วนนึง

กองอยู่ตรงนั้น..ผมหันขึ้นไปมองที่ฝักบัวอีกครั้ง

เหมือนว่าผมเส้นดำๆ นั่น ไหลลงมากับน้ำ

หล่นผ่านหน้าผม ลงไปกอง.. กับเส้นอื่นๆ

ผมถอยหลัง จนติดประตู มือคลำประตูจนเจอลูกบิด

สายตาผมมองเห็นเหมือนเส้นผมกำลังไหลลงจากฝักบัวเรื่อยๆ

ที่ปากท่อ เลือด เลือดสีแดงสด กำลังซึมขึ้นมา

ผมคล้ายกับเห็นดวงตาของเธอ ผมของเธอ หัวของเธอ

กำลังลอดขึ้นมาจากท่อนั่น ผมรีบดันตัวเองออกจากประตู

 

ปัง! ผมปิดประตูอย่างแรง ยืนหอบหายใจอยู่ข้างนอก

ทันใดนั้นเสียงน้ำในห้องน้ำก้ดังขึ้นอีกครั้ง ผมรวบรวมสติขึ้นใหม่

เปิดประตูกลับไป ผมเห็นเพียงฝักบัวทำงานของมันอย่างปกติ

เส้นผมที่กองอยู่ก็ไม่มีมากมายอะไร

ผมเอื้อมมือไปปิดฝักบัวทิ้ง แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้..

 

เที่ยงกว่าแล้ว ผมเสียเวลากับอะไรอยู่ ผมเดินออกจากห้อง

ป้าแม่บ้านอยู่ด้านนอก ผมรีบเข้าไปคุยกับแก

"ป้า วันนี้ช่วยทำห้องให้ผมหน่อยนะ" ผมบอกแก พยายามทำเสียงเรียบๆปกติ

"ได้ค่ะ แล้วจะให้ซักปลอกหมอนกับผ้าปูด้วยเลยไหมคะ" แกถามเหมือนเคย

"ได้เลยป้า ล้างห้องน้ำให้ด้วยนะป้า ผมให้พิเศษ เอาให้สะอาดๆนะ"

ผมยื่นแบงค์ห้ารอ้ยให้แก เป็นทิปต่างหากจากที่แกจะต้องได้ประจำอยู่แล้วทุกเดือน

แกรับไปอย่างตกใจ มองหน้าผม

"ไม่ต้องมากขนาดนี้หรอกค่ะ คุณ ป้าต้องทำให้อยู่แล้ว"

แกพูดแต่มือก็รับไปด้วยความดีใจ

"ไม่เป็นไรป้า เอาไปเถอะ นานๆที ขอให้สะอาดๆละกัน เก็บผมเก็บอะไรให้หมดนะ"

ผมสำทับ

"ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณ" แกยิ้มเก็บแบงค์ห้าร้อยสอดเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็ว

คงกลัวผมเอาคืน ผมก็ยิ้ม

"ขอบคุณครับป้า"

 

.. เมื่อคืน ผมเหลืออดแล้วจริงๆ

ผมทะเลาะกับเธอ เราโต้เถียงกันรุนแรง

เธอวีนใส่ผมอย่างบ้าคลั่ง

เพราะว่ามีผู้หญิงโทรหาเธอ

ที่ผ่านมาเธอก็เคยต่อว่า ด่าว่าผมสารพัด

กับสิ่งที่ผมเคยทำ ตั้งแต่ในอดีต

ผมก็คนหนุ่มทั่วไป ไปเที่ยวไหนจะมีอะไรกับใครบ้าง

มันก็ตามประสา เธอก็แค่แฟนผมคนนึง

จะพิเศษก็แค่คนที่ผมให้มาอยู่ด้วย

 

ผมทะเลาะกับเธอหนักสุด ก็ตอนที่สุจิตรา

เข้ามายุ่งในชีวิตผม

ก็แค่กิ๊ก แต่ว่าสุจิตรากลับต้องการมากกว่านั้น

ผมให้ไม่ได้ สุก็มาหาเรื่องกับเธอ

และทำให้เธอทะเลาะกับผมหนักข้อขึ้นทุกวัน

เธอตามเช็คผมทุกที่ เมื่อคืนก็เหมือนกัน

ผมเมามาก และก็อยู่กับสุ แต่ว่าเธอก็เข้ามาถึงในผับ

ตบหน้าสุจิตรา แล้วลากผมกลับ

ผมตบหน้าเธอ ไม่ใช่เพราะสุจิตราหรอก

แต่เธอจะมาวางท่าเหนือผมไม่ได้

เธอเป็นใคร ผมไม่สนใจหรอก ผมด่าว่าเธอ

แล้วทำเป็นโอสุจิตรา ประชดเธอ

 

แน่นอนว่าเธอเสียใจมาก เธอวิ่งหนีไป

ผมไม่สนใจเธอ อยู่ปลอบสุสักครึ่งชั่วโมง

เราเล่นยากันนิดหน่อยแก้เซ็งแล้วก็กลับ

กะว่าเธอคงจะถึงบ้านแล้ว ก็ค่อยไปง้อ

แต่แค่ปากซอยหน้าผับ

ผมขับรถผ่านเห็นคนกำลังมุงกันเต็มไปหม

ผมจึงจอดรถลงไปดู เห็นว่าเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งปกติผมจะไม่สนใจเท่าไหร่

แต่คราวนี้ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงอยากลงไปดู

 

พอสอบถามก็ได้ความว่า ผู้หญิงเดินออกมาจากผับ

โดนรถชน

พอได้ยินแค่นั้นผมก็นิ่งไป หรือว่าเป็นเธอ?

ชายคนนั้นบอกว่า รถปอเต็กตึ้งมารับศพไปแล้ว

ติดต่อญาติพี่น้องจากมือถือ

เมื่อกี้มีคนเดินหาของตก เจอแค่รองเท้าที่กระเด็นไปไกล

พึ่งมีคนหาเจอ

ผมเห็นรองเท้าคู่นั้นวางอยู่บนฟุตบาท

... รองเท้าของเธอนี่นา..

รองเท้าคู่นั้นส้นหัก สีทอง ผมจำได้ว่าผมเป็นคนเลือกให้เธอเอง

 

ผมนิ้ง ทำอะไรไม่ถูก เธอตายแล้ว.. เธอตายแล้ว

ผมทะเลาะกับเธอ ทำให้เธอเดินออกมา แล้วถูกรถชน

เธอตายแล้ว....

 

ผมนั่งกินข้าวช้าๆ ข้างฟุตบาท

จริงๆผมไม่คอ่ยกินอะไรแบบนี้หรอก แต่เธอชอบ

ผมสั่งข้าวกระเพรา นั่งกินไป

นึกถึงเมื่อคืน ภาพเธอที่ร้องไห้

นึกถึงฝันร้ายเมื่อคืน

เธอโดนรถชน เธอกลับมาเคียดแค้นผม

บีบคอผม ขุ่จะฆ่าผมให้ตาย

ผมลืมตากลางดึก หลับตาก็เห็นภาพเธอจมกองเลือด

ผมกินยานอนหลับไป

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดดูเบอร์ของเธอ

ตอนนี้โทรศัพท์เธอคงอยู่กับคุณพ่อ ผมคงต้องโทรไปแสดงความเสียใจ

พ่อเธอไม่ชอบผมเอามากๆ ผมเองก็ไม่มีเบอร์เขา

ผมโทรเข้าเบอร์เธอ แต่ไม่มีคนรับสาย

ผมเลยนิ่งไป พ่อเธอคงวางทิ้งไว้

ลูกสาวตาย ป่านนี้น่าจะยุ่งอยู่ที่วัด

แต่... สักพักก็มีแมสเสจกลับมา...

ผมสะดุ้ง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู

แมสเสจจากเธอ...

ผมหนาวไปหมด มือสั่น ค่อยๆคลิกกดลงไปดู

 

"โทรมาทำไม ฉันไม่มีวันยกโทษให้ ไปตายซะ!!"

ผมตกใจมาก โยนโทรศัพท์ลงที่โต๊ะ คนรอบข้างหันมามอง

สักพักก็มีเสียงแมสเสจดังขึ้นอีกครั้งนึง

คนรอบข้างก็หันมามอง ผมรู้สึกว่ามีคนผิดสังเกตุเยอะ จึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

เป็นแมสเสจ MMS ของ... ของเธอ อีกครั้ง

ผมมือสั่น แต่แล้วก็กดลงไป

ภาพที่ขึ้นมา เป็นภาพเธอ ตาถลน มองผมอย่างเคียดแค้น

ขอบตาสีดำคล้ำ เหมือนมีเลือดซึมออกมา

ผมร้องว้ากโยนมือถือทิ้ง ลุกขึ้นมาวิ่งออกไปจากตรงนั้นแบบไม่สนใจอะไร

ไม่สนใจร้านหรือเงินที่จะจ่ายเลย ผมวิ่งอย่างกับหมาหอบ

 

ผมกลับไปที่จอดรถ ซึ่งมันไม่ไกลจากร้านข้าวนัก

ผมไม่กล้าให้ใครเห็น แอบขึ้นรถแล้วขับออกมา

เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้ง ผมสะดุ้ง แต่ก็นึกได้ว่าเป็นโทรศัพท์ดังอีกเครื่อง

พอหยิบมาดู เห็นเป็น สุ โทรมา

ผมไม่มีอารมณ์จะรับสายเธอในตอนนี้

ผมขับรถไปยังบ้านของเพื่อนสนิทคนนึง เล่าเหตุการณ์ให้มันฟัง

"เฮ้ย มึงเวอร์ไปป่าว" มันบอกผม

พอผมยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง แฟนผมตายแล้ว

และเธอกำลังเป็นผีมาหลอกผม

ผมสาบานกับมันได้ ซึ่งมันก็เริ่มเชื่อผมบ้าง

เพราะปกติผมไม่ใช่คนเชื่อถือเรื่องแบบนี้

ผมหวาดวิตกมากจนมันเป็นห่วง

ก็เลยพาผมไปหาหลวงพ่อที่วัดที่สนิทกัน

ทำปัดรังควาน และหาพระให้ผมแขวน

ผมจึงค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย

 

คืนนั้นผมไปกินเหล้าเมากับมัน

ไม่เจอสุจิตรา แต่ผมก็ไม่อยากเจอเธอเท่าไหร่

ผมกินให้เมา เพื่อที่จะไม่คิดถึงเรื่องบ้าๆบอๆ

แปลกตรงที่ทำไมพ่อเธอไม่ติดต่อมาเลย

แต่เขาคงเสียใจ และไม่อยากมาหาเรื่องอะไรกับผม

เพียงแต่ผมเองก็คงต้องไปไหว้ศพเธอ

ขอขมาอโหสิ หวังว่าเธอจะให้อภัย

 

ผมเมามาก จนเพื่อนต้องลากกลับไปส่ง

พอถึงหน้าคอนโด ผมกลับอวดเก่ง

ไล่มันกลับบ้านไป

ผมเดินช้าๆ ผ่านลานจอดรถ ผมเห็นรถคุ้นๆคันนึงจอดอยู่..

รถของเธอ.. ผมนิ่งไปสักพัก

แต่มันก็ไม่แปลกผมคิด ก็คืนนั้นเธอมาจากคอนโดผม

ไปผับ..

แล้วเธอคงกลัวมาไม่ถูก เลยนั่งแท็กซี่ไป

เพราะไม่อย่างนั้น เธอจะเดินกลับออกมาให้รถชนทำไม

 

ผมเดินผ่านรถเธอ เพราะมันเป็นทางที่เดินไปง่ายที่สุด

แต่ขณะกำลังผ่าน ผมกลับมองผ่านฟิล์มสีดำ

ไปเห็นร่างร่างนึง

ผมยาว นั่งอยู่ในรถ

ผมวิ่งทันที มองหันหลังกลับมา

กระจกหน้าที่ใสแน๋ว เห็นภาพเธอนั่งอยู่ในรถกำลังยิ้มให้ผม

ผมรีบวิ่งขึ้นคอนโดอย่างไม่คิดชีวิต

ห้องผมอยุ่แค่ชั้นสี่

ผมวิ่งกลับขึ้นไป วิ่งอย่างเร็วที่สุด กำพระไว้แน่น

พอถึงหน้าห้องผมรีบสอดกุณแจเปิดประตูห้อง เปิดเข้าไป

แล้วปิดประตูแน่นหอบหายใจ แต่ภาพที่เห็นทำให้ตกใจยิ่งกว่า

บนเตียงของผม.. ร่างร่างหนึ่ง ผมยาวสยาย

นอนห่มผ้า คลุมอยู่บนเตียง

ผมนิ่ง สักพักด้วยความเมาหรือความบ้าที่อดทนไม่ไหว

ผมกระโจนเข้าใส่ร่างนั้น ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

เอาผ้าคลุมปิดหัวร่างนั้นจนมิดแล้วกดหมอนลงไป

"มึงจะตามหลอกหลอนกูไปถึงไหน มึงจะเอายังไงกับกู"

เสียงผู้หญิงอุกอักๆ ใต้ผ้าผม ผมกดไปอย่างแน่นสักพักร่างนั้นก็นิ่งสนิท

ผมหอบหายใจเริ่มได้สติ

ผมลุกขึ้นยืนร่างที่อยู่ตรงนั้นกลับอุ่นๆ ผมรู้สึกแปลกใจ

ผมลุกขึ้นมาอย่างหวาดกลัว มันคืออะไรกันแน่

ผมเปิดไฟ... แล้วค่อยๆเดินมาดึงผ้าห่ม

ภายใต้ผ้าห่มนั้น ผมพบกับดวงตาที่ลุกโพลงของ สุจิตรา..

 

ก๊อก ก๊อก กีอก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

ผมตกใจมาก จะเป็นใครก็แล้วแต่ ผมคงให้เข้ามาตอนนี้ไม่ได้

"ใครน่ะ" ผมตะโกนถามไป

"ฉันเอง" เสียง.. เสียงเธอดังอยู่หน้าประตู

"เธอ เธอ เธอมาทำไม เธอจะตามมาหลอกหลอนฉันทำไม" ผมตะโกนก้อง

ก๊อกๆๆๆๆ ปัง ปัง!!

เสียงเคาะประตู ทุบประตูดังขึ้น

"คุณว่าฉันขนาดนี้เชียวหรือ คุณจะเปิดไม่เปิด!!" เสียงเธอตะโกน

ผมถอยหลัง เธอตายแล้ว ผมฆ่าสุจิตรา ผมมองไปที่ศพของสุจิตรา

ตาที่เหลือกโพลงของเธอเหมือนจ้องมาทางผม

ผมทนไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว

ผมถอยหลังจนรู้สึกตัวอีกที ร่างของตัวเองกำลังลอยอยู่ในอากาศ

ผม.. ตกตึก....

 

"ฉันไม่รู้อะไรเลยค่ะ" ฉันตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ร่างของเขาถูกนำส่งไปโรงพยาบาลแล้ว และฉันกำลังถูกสอบปากคำ

"คุณรู้จักหญิงผู้ตายไหมครับ" ตำรวจถามฉันอีกคำหนึ่ง

"ส่วนผู้หญิงที่อยู่ในห้อง คือสุจิตรา เป็นคู่นอนเค้าค่ะ" ฉันตอบอีกครั้ง

"แล้วคุณเคยมีปากเสียงกันไหม เรื่องผู้หญิงคนนี้" ตำรวจเองก็สงสัยว่าฉันจะเป็นคนทำรึเปล่า

"เมื่อคืน เราทะเลาะกัน ฉันตบหน้าเค้า แต่ว่าแฟนฉันก็ตบหน้าฉัน

ฉันก็เลยเดินออกมาค่ะ มีหลักฐานนะคะ เมื่อคืนส้นรองเท้าฉันหัก ฉันเลยถอดทิ้งไว้ หน้าซอย"

ฉันยืนยัน ซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะยังอยู่ไหม

"แล้วจากนั้นคุณไปไหนต่อครับ" ตำรวจถาม

"แล้วก็เรียกแท็กซี่กลับไปนอนบ้านฉันค่ะ เลยไม่รู้ว่าเขากลับมาค้างด้วยกันหรือเปล่า"

ฉันตอบด้วยความเสียใจ ถึงเขาจะเลวแค่ไหน ฉันก็ยังรักเขาจริงๆ

"แล้วคุณมีการติดต่อกับเขาอีกบ้างไหม" เขาซักต่อ ฉันก็อึกอักแล้วตอบไป

"มีค่ะ พอบ่าย เค้าโทรมา ฉันยังโกรธก็ไม่อยากรับสาย เลยส่งแมสเสจกลับไป

พร้อมกับรูปฉันที่ทำหน้าโกรธ" ฉันเล่าให้ฟัง

จากนั้นพอตอนเย็น ฉันหายโกรธ คิดถึงเขา

ฉันก็มารอเค้า เข้าห้องไม่ได้ก็นั่งรออยู่ในรถค่ะ พอเขามาเห็นฉันเขาก็วิ่งหนี

ฉันก็งง เลยวิ่งตามขึ้นมา เคาะประตูเรียกก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ"

"ครับผมขอบคุณนะครับ ยังไงผมคงต้องขอคุณมาสอบสวนอีกครั้ง

เพราะเป็นคนเดียวในที่เกิตเหตุ และเป็นผู้ต้องสงสัย" คุณตำรวจพูดทำให้ฉันอึ้ง

"ฉันไม่ได้ฆ่าใครนะคะ ฉันยังไม่ได้เข้าไปในห้องเลย" ฉันตอบเขาอีกครั้ง

"จนแม่บ้านพาเข้าไปนี่แหละค่ะ เค้าตกตึกก่อนฉันจะเข้าไปด้วยซ้ำ"

"ครับผม เราเข้าใจ แต่ก็ยังต้องสอบสวนอีกครับ เพราะมีการตายถึงสองราย

ตอนนี้คุณพ่อคุณมาประกันตัวแล้วครับ เชิญคุณไปพบคุณพ่อคุณก่อนดีกว่า"

คุณตำรวจลุก ฉันลุกขึ้นไปพอออกจากห้องก็โผกอดคุณพ่อ...

ในที่สุด คดีก็จบลง หลักฐานชัดเจนว่า ฉันไมได้เข้าห้อง แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

..แต่ฉันก็หนีความจริงไปไม่พ้น เขาตายไปแล้วจริงๆ

Song Series บทที่32 กลัว

 

   

Posted on Tue 27 May 2008 1:14

 

 

แปร่วเลย
เพราะความคิดของตัวเอง
ถึงกับทำให้เรื่องราวใหญ่โตเลย

น่าติดตามดีง่ะ
ชอบๆ
เอามาลงอีกนะคะ
energy.diaryclub.com   
Tue 27 May 2008 15:05 [5]

กลัว ตัว เอง มาก กว่า ง่ะ แห่ะ
และ กับ ผี ก้อ ไม่ กลัว
แต่ กลัว คน...อิอิ
nongkonlek.diaryclub.com   
Tue 27 May 2008 14:11 [4]

สรุปว่าความกลัวเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเอง..

จบ
yammy.diaryclub.com   
Tue 27 May 2008 9:29 [3]

จิตตก คิดไปเอง



555

ดู4แพร่งมากไปแหงๆ

iamly   
Tue 27 May 2008 1:26 [2]

ไม่ดึกอัพไม่ขึ้นเรย เรื่องนี้
เพ่ม้า makankluay.diaryclub.com   
Tue 27 May 2008 1:14 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง
 

 

<< September >>

S

M

T

W

T

F

S

31 

2 

3 

4 

6 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

<< 2008>>

ก็พอดีแหละ เดือนหก
คงไม่มีใคร ที่เสียใจ.. ไม่เป็น
คิดถึงนิ รู้ป่าวเนี่ยะ
วันนี้
ต่อสู้กับความกลัว.. ที่จะยอมรับความจริง
Song Series: บทที่32 กลัว
เมื่อใดที่ลมพัด..ผ่านมาหน่อยได้ไหม
หัวใจ... กองไฟ
ฝากคำว่าคิดถึง.. ให้เธออยู่เสมอ
want some friend not some fan
L.O.V.E U